ขอต้อนรับสู่ “กะลาแลนด์แดนสุขขี”: เมื่อความโง่เขลาคือยุทธศาสตร์ชาติ (ฉบับสมมติ)

หากเราลองหลับตาแล้วจินตนาการถึงสังคมในอุดมคติ หลายคนคงนึกถึงบ้านเมืองที่เจริญรุ่งเรืองด้วยเทคโนโลยี ประชาชนมีปัญญา และกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ แต่ช้าก่อน… นั่นมันแนวคิดที่ตกยุคไปแล้วหรือเปล่า?

วันนี้ ผมอยากจะลองเสนอ “โมเดลการพัฒนาใหม่” ที่อาจจะเหมาะสมกับบริบทสมมติที่เรากำลังพูดถึง (ย้ำว่าสมมติ) นั่นคือสังคมที่ขับเคลื่อนด้วย “คุณภาพประชากรระดับต่ำ” ลองคิดดูสิครับว่า หากเราทุกคนพร้อมใจกันทิ้งตรรกะ ทิ้งความผิดชอบชั่วดี และโอบกอดความเห็นแก่ตัวอย่างหน้าชื่นตาบาน ประเทศของเราจะ “น่าอยู่” (สำหรับคนบางกลุ่ม) ขนาดไหน

1. ความสบายใจจากการ “ไม่คิดวิเคราะห์”

การคิดวิเคราะห์แยกแยะ (Critical Thinking) เป็นกิจกรรมที่สิ้นเปลืองพลังงานสมองอย่างมหาศาล สังคมคุณภาพต่ำที่เราฝันถึงจะช่วยปลดปล่อยประชาชนจากภาระอันหนักอึ้งนี้

ในดินแดนแห่งนี้ ข่าวลือคือความจริง ข่าวกรองคือเรื่องน่าเบื่อ เราจะตัดสินคนดีหรือคนเลวไม่ใช่ที่การกระทำ แต่ดูที่ว่า “เขาเป็นพวกใคร” หรือ “เขาพูดจาถูกหูเราไหม” หากคนโกงใส่สูทพูดจาไพเราะและแจกเงิน เราจะยกย่องเขาเป็นเทวดา ส่วนคนที่พยายามแฉความจริงและขัดขวางผลประโยชน์ เราจะตราหน้าว่าเป็นพวก “ชังชาติ” หรือ “ตัวถ่วงความเจริญ”

ช่างเป็นชีวิตที่เรียบง่าย! ไม่ต้องเสียเวลาหาหลักฐาน แค่เชื่อตามๆ กันไป สบายกว่าเยอะ

2. นวัตกรรมทางศีลธรรม: “คอรัปชั่นแบบวิน-วิน”

เลิกดัดจริตพูดเรื่อง “โตไปไม่โกง” กันเสียที ในสังคมสมมตินี้ เราจะนิยามใหม่ว่าการทุจริตคือ “การกระจายรายได้สู่รากหญ้า”

หากนักการเมืองหรือข้าราชการจะงาบงบประมาณสักพันล้าน แต่เจียดเศษเงินมาแจกชาวบ้านคนละ 500 บาท หรือซื้อเสียงด้วยปลาทูเค็มสักเข่ง เราจะถือว่านั่นคือ “คนใจบุญ” ทันที ถนนจะพัง ตึกจะถล่ม หรือลูกหลานจะต้องแบกหนี้สาธารณะไปอีกร้อยปี ใครจะสน? ขอแค่ในกระเป๋าฉันวันนี้มีเงินกินข้าวก็พอ

ทัศนคติแบบ “โกงไม่เป็นไร ถ้าฉันได้ด้วย” นี้แหละ คือฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้ระบบอุปถัมภ์แข็งแกร่งดั่งหินผา ใครจะกล้าปราบปรามคนผิดในเมื่อคนผิดคือ “ท่อน้ำเลี้ยง” ของเรา?

3. ความปรองดองด้วยการ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่”

สังคมคุณภาพสูงมักวุ่นวายกับการเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรม แต่ในสังคมคุณภาพต่ำของเรา ความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพียงแค่ประชาชน “ไม่ให้ความร่วมมือ” ในการจับผิด

เห็นใครทำผิดกฎหมายเหรอ? เฉยไว้… เดี๋ยวซวย เห็นการรุกล้ำที่สาธารณะเหรอ? ช่างมัน… ไม่ใช่ที่บ้านเรา การเพิกเฉยต่อความไม่ถูกต้อง (Ignorance) จะถูกยกระดับให้เป็นมารยาททางสังคมชั้นสูง เราจะอยู่กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ใครใคร่ค้า (ยา) ค้า ใครใคร่โกง โกง ตราบใดที่ไฟไม่ไหม้ลามมาถึงหลังคาบ้านเรา เราก็จะยิ้มสยามแล้วบอกว่า “ช่างหัวมัน”

บทสรุป: จุดจบที่สวยงาม?

เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้มารวมกัน เราจะได้ประเทศที่ปกครองง่ายที่สุดในโลก ผู้นำไม่ต้องฉลาดก็ได้เพราะประชาชนไม่แคร์ นโยบายไม่ต้องดีก็ได้ขอแค่มีประชานิยมแจกเงิน กฎหมายมีไว้ขู่คนจนแต่ใช้ไม่ได้กับคนรวย และศีลธรรมกลายเป็นเพียงเครื่องประดับที่เอาไว้สวมใส่ในวันพระ

คำถามทิ้งท้ายถึงท่านผู้อ่าน: โมเดลสังคมที่ผมวาดภาพมานี้ ฟังดูเป็นเรื่องตลกร้ายที่เกินจริง หรือท่านรู้สึก “คุ้นๆ” เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนหรือไม่?

หากท่านอ่านแล้วรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ที่หัวใจ แสดงว่าท่านอาจจะยังมี “คุณภาพ” หลงเหลืออยู่บ้าง แต่ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่า “ก็ปกติกนี่นา”… ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ท่านคือพลเมืองเกรด A ของโลกใบใหม่นี้แล้ว!

โดย: บรรณาธิการอาวุโส
คอลัมน์: มองเหลี่ยมมุมกลับ (ที่ไม่ค่อยอยากจะมอง)

0 Votes: 0 Upvotes, 0 Downvotes (0 Points)

Loading Next Post...
Search Trending
ข่าวเด่น
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...

Cart
Cart updating

ShopYour cart is currently is empty. You could visit our shop and start shopping.