
หากเราลองหลับตาแล้วจินตนาการถึงสังคมในอุดมคติ หลายคนคงนึกถึงบ้านเมืองที่เจริญรุ่งเรืองด้วยเทคโนโลยี ประชาชนมีปัญญา และกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ แต่ช้าก่อน… นั่นมันแนวคิดที่ตกยุคไปแล้วหรือเปล่า?
วันนี้ ผมอยากจะลองเสนอ “โมเดลการพัฒนาใหม่” ที่อาจจะเหมาะสมกับบริบทสมมติที่เรากำลังพูดถึง (ย้ำว่าสมมติ) นั่นคือสังคมที่ขับเคลื่อนด้วย “คุณภาพประชากรระดับต่ำ” ลองคิดดูสิครับว่า หากเราทุกคนพร้อมใจกันทิ้งตรรกะ ทิ้งความผิดชอบชั่วดี และโอบกอดความเห็นแก่ตัวอย่างหน้าชื่นตาบาน ประเทศของเราจะ “น่าอยู่” (สำหรับคนบางกลุ่ม) ขนาดไหน
การคิดวิเคราะห์แยกแยะ (Critical Thinking) เป็นกิจกรรมที่สิ้นเปลืองพลังงานสมองอย่างมหาศาล สังคมคุณภาพต่ำที่เราฝันถึงจะช่วยปลดปล่อยประชาชนจากภาระอันหนักอึ้งนี้
ในดินแดนแห่งนี้ ข่าวลือคือความจริง ข่าวกรองคือเรื่องน่าเบื่อ เราจะตัดสินคนดีหรือคนเลวไม่ใช่ที่การกระทำ แต่ดูที่ว่า “เขาเป็นพวกใคร” หรือ “เขาพูดจาถูกหูเราไหม” หากคนโกงใส่สูทพูดจาไพเราะและแจกเงิน เราจะยกย่องเขาเป็นเทวดา ส่วนคนที่พยายามแฉความจริงและขัดขวางผลประโยชน์ เราจะตราหน้าว่าเป็นพวก “ชังชาติ” หรือ “ตัวถ่วงความเจริญ”
ช่างเป็นชีวิตที่เรียบง่าย! ไม่ต้องเสียเวลาหาหลักฐาน แค่เชื่อตามๆ กันไป สบายกว่าเยอะ
เลิกดัดจริตพูดเรื่อง “โตไปไม่โกง” กันเสียที ในสังคมสมมตินี้ เราจะนิยามใหม่ว่าการทุจริตคือ “การกระจายรายได้สู่รากหญ้า”
หากนักการเมืองหรือข้าราชการจะงาบงบประมาณสักพันล้าน แต่เจียดเศษเงินมาแจกชาวบ้านคนละ 500 บาท หรือซื้อเสียงด้วยปลาทูเค็มสักเข่ง เราจะถือว่านั่นคือ “คนใจบุญ” ทันที ถนนจะพัง ตึกจะถล่ม หรือลูกหลานจะต้องแบกหนี้สาธารณะไปอีกร้อยปี ใครจะสน? ขอแค่ในกระเป๋าฉันวันนี้มีเงินกินข้าวก็พอ
ทัศนคติแบบ “โกงไม่เป็นไร ถ้าฉันได้ด้วย” นี้แหละ คือฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้ระบบอุปถัมภ์แข็งแกร่งดั่งหินผา ใครจะกล้าปราบปรามคนผิดในเมื่อคนผิดคือ “ท่อน้ำเลี้ยง” ของเรา?
สังคมคุณภาพสูงมักวุ่นวายกับการเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรม แต่ในสังคมคุณภาพต่ำของเรา ความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพียงแค่ประชาชน “ไม่ให้ความร่วมมือ” ในการจับผิด
เห็นใครทำผิดกฎหมายเหรอ? เฉยไว้… เดี๋ยวซวย เห็นการรุกล้ำที่สาธารณะเหรอ? ช่างมัน… ไม่ใช่ที่บ้านเรา การเพิกเฉยต่อความไม่ถูกต้อง (Ignorance) จะถูกยกระดับให้เป็นมารยาททางสังคมชั้นสูง เราจะอยู่กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ใครใคร่ค้า (ยา) ค้า ใครใคร่โกง โกง ตราบใดที่ไฟไม่ไหม้ลามมาถึงหลังคาบ้านเรา เราก็จะยิ้มสยามแล้วบอกว่า “ช่างหัวมัน”
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้มารวมกัน เราจะได้ประเทศที่ปกครองง่ายที่สุดในโลก ผู้นำไม่ต้องฉลาดก็ได้เพราะประชาชนไม่แคร์ นโยบายไม่ต้องดีก็ได้ขอแค่มีประชานิยมแจกเงิน กฎหมายมีไว้ขู่คนจนแต่ใช้ไม่ได้กับคนรวย และศีลธรรมกลายเป็นเพียงเครื่องประดับที่เอาไว้สวมใส่ในวันพระ
คำถามทิ้งท้ายถึงท่านผู้อ่าน: โมเดลสังคมที่ผมวาดภาพมานี้ ฟังดูเป็นเรื่องตลกร้ายที่เกินจริง หรือท่านรู้สึก “คุ้นๆ” เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนหรือไม่?
หากท่านอ่านแล้วรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ที่หัวใจ แสดงว่าท่านอาจจะยังมี “คุณภาพ” หลงเหลืออยู่บ้าง แต่ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่า “ก็ปกติกนี่นา”… ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ท่านคือพลเมืองเกรด A ของโลกใบใหม่นี้แล้ว!
โดย: บรรณาธิการอาวุโส
คอลัมน์: มองเหลี่ยมมุมกลับ (ที่ไม่ค่อยอยากจะมอง)






